หน้าหลัก > เกี่ยวกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย

ประวัติสถาบันคีนันแห่งเอเซีย

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เป็นโครงการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย สถาบันคีนันฯ ได้เติบโตขึ้นจนกลายมาเป็นผู้นำในการให้บริการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ดำเนินโครงการกว่า 100 โครงการ ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสัมฤทธิ์ผล ในหลากหลายสาขาและภาคส่วน ทั้งในประเทศกัมพูชา จีน สปป. ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม

เป็นเวลา 17 ปีแล้ว ที่สถาบันคีนันฯ ให้บริการบริหารโครงการและด้านเทคนิค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในภูมิภาค ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้ล้วนมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความท้าทายด้านการพัฒนาที่เกิดกับธุรกิจรายย่อย การเติบโตทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการสาธารณสุข และยังได้สนับสนุนแนวคิดของสถาบันฯ ที่ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกลไกตลาดเสรี ความร่วมมือไร้พรหมแดนของภาคส่วนต่างๆ และทักษะความชำนาญที่เกิดจากประสบการณ์ในการพัฒนา

สถาบันคีนันฯ มีความภาคภูมิใจที่สามารถรักษาความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับผู้ก่อตั้งสถาบันฯ ทั้งสี่องค์กร ทั้งรัฐบาลไทย USAID กองทุนเพื่อการกุศล วิลเลียม อาร์ คีนัน จูเนียร์ และ Frank Hawkins Kenan Institute of Private Enterprise ณ มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา 

สถาบันคีนันฯ เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2539 โดยมี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ให้เกียรติเป็นประธานคนแรก ในช่วงแรกๆ สถาบันฯให้การสนับสนุนความร่วมมือระหว่างองค์กรในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีโครงการ เช่น การนำเศษโลหะกลับมาหลอมใหม่ การผลิตชุดตรวจเชื้อเอชไอวีราคาต่ำ การออกแบบโรงบำบัดน้ำเสีย รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซซึ่งเกิดจากขยะ อีกทั้งยังมีโครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างเสริมศักยภาพด้านสาธารณสุข การจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารท้องถิ่น และเทคโนโลยีสารสนเทศ

coach outlet coach outlet coach outlet

ในปี พ.ศ. 2540 เมื่อภูมิภาคเอเชียต้องประสบกับวิกฤตทางการเงิน สถาบันคีนันฯ เข้าร่วมในการบรรเทาสถานการณ์ โดยร่วมมือกับบริษัทชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา จัดการฝึกอบรมให้แก่ผู้ที่ถูกเลิกจ้างงาน ภายใต้โครงการ “บริษัทอเมริกันเพื่อประเทศไทย” (ACT) ซึ่งสถาบันคีนันฯ ได้ออกแบบ สนับสนุนการเงิน และบริหารโครงการกว่า  50 โครงการ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่วิทยากรกว่า 700 คนและผู้เข้ารับการฝึกอบรมกว่า 27,000 คน ช่วยให้ผู้ถูกเลิกจ้างงานจำนวนมากสามารถหางานใหม่ได้ ในปัจจุบัน สถาบันคีนันฯ ยังคงดำเนินโครงการร่วมกับบริษัทอเมริกันหลายแห่ง ในโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจในด้านการศึกษา การพัฒนาชุมชน และการพัฒนาผู้ประกอบการ

ในปี พ.ศ. 2542 USAID เลือกสถาบันคีนันฯ ให้บริหารโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศไทย ภายใต้โครงการ “เร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจในเอเชีย” (AERA) ซึ่งตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันคีนันฯ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาหลากหลายรูปแบบ อาทิ การจัดฝึกอบรมด้านการเงินการธนาคารให้แก่ผู้จัดการธนาคารของรัฐกว่า 2,000 คน และพนักงานอีกกว่า 18,000 คน ทำการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายพันธมิตรระหว่างองค์กรต่างๆ ของไทยกับสหรัฐอเมริกา กว่า 30 โครงการ ที่ได้ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติทางธุรกิจ การบัญชี การระงับข้อพิพาท การแก้ไขกรณีล้มละลาย และการตรวจสอบบัญชีและจริยธรรม ให้ความช่วยเหลือด้านการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 300 แห่ง และการจัดตั้งกลไกในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาและไข้หวัดนกในภูมิภาค

จากความเชี่ยวชาญที่เกิดจากการทำงานภายใต้โครงการ AERA สถาบันคีนันฯ ยังคงให้บริการในด้านที่มีประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการและ SMEs การพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม การวิจัยและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้า  และการฝึกอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับกลุ่มลูกค้า ซึ่งรวมไปถึงกระทรวงพาณิชย์  กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภายหลังจากเหตุภัยพิบัติสึนามิในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 สถาบันคีนันฯ และ Kenan Institute of Private Enterprise (KIPE) ได้ร่วมกันดำเนินโครงการ “ร่วมใจบรรเทาภัยสึนามิ” ในระหว่างพ.ศ. 2548 – 2553 โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนโครงการจากกองทุนเพื่อการกุศล วิลเลียม อาร์ คีนัน จูเนียร์ เพื่อพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในจังหวัดพังงา โดยเน้นที่ 2 ชุมชนเป้าหมายในตำบลลำแก่นและตำบลคึกคัก นอกจากนี้ สถาบันคีนันฯ ยังได้ขยายโครงการสนับสนุนเพิ่มเติมในจังหวัดพังงาด้วยทุนสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิบุช-คลินตัน องค์กรการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ คณะกรรมาธิการยุโรป บริษัท ไมโครซอฟท์ และ บริษัท เอ็มเอสดี (เมอร์ค) ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีของโครงการ มีผู้ได้รับประโยชน์ถึงราว 5,000 ราย

เพื่อต่อยอดจากประสบการณ์ในโครงการ ACT สถาบันคีนันฯ ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่การดำเนินโครงการเพื่อสังคม ด้วยการจัดการอบรมและให้คำปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชนแก่ภาคธุรกิจ ทั้งบริษัทของไทยและบริษัทข้ามชาติ ปัจจุบัน สถาบันฯ ดำเนินโครงการเพื่อสังคมให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่ง อาทิ ไมโครซอฟท์ ซิตี้ และโบอิ้ง และให้คำปรึกษาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจเชิงกลยุทธ์แก่หลากหลายบริษัท โดยเฉพาะในด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนต่อโครงการ

สถาบันคีนันฯ ได้ขยายการดำเนินงานจากเดิมที่มุ่งเน้นพัฒนาในประเทศไทยออกไปสู่ภูมิภาค โครงการแรกที่ทำ ในปี พ.ศ. 2542 เป็นโครงการที่นำเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมจากสหรัฐอเมริกาไปสู่ประเทศเวียดนาม และยังมีการขยายโครงการ AERA ออกไปสู่ภูมิภาค เช่น การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศเวียดนาม การพัฒนาขีดความสามารถและการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมไอทีในเวียดนาม การพัฒนาผู้พิพากษาในเวียดนาม การเสริมสร้างศักยภาพผู้ส่งออกอาหารในบรรจุภัณฑ์ของผู้ประกอบการ SMEs ในอาเซียน และการป้องกันไข้หวัดนกในแถบลุ่มแม่น้ำโขง 

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันคีนันฯ ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากองค์กรพัฒนานานาชาติหลายแห่ง เช่น New Zealand AID เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในสปป. ลาว สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในการพัฒนาหลักสูตร CSR ในประเทศเวียดนาม UN Democracy Fund (UNDEF) เพื่อดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมในสปป. ลาว และรัฐบาลไทยและรัฐบาลอเมริกันในการทำการวิจัยด้านสิทธิบัตรและแหล่งเงินทุนสำหรับ SMEs ในภูมิภาคอาเซียน และเมื่อไม่นานมานี้ สถาบันคีนันฯ ได้จดทะเบียนจัดตั้งสำนักงานในสปป. ลาว และประเทศเวียดนาม

ในปัจจุบัน สถาบันคีนันฯ ใช้ความชำนาญและประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันคีนันฯ มีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนากว่า  40 คน ทำงานในประเทศเวียดนาม สปป. ลาว กัมพูชา จีนตอนใต้ และประเทศไทย ในโครงการด้านนวัตกรรมการศึกษา การพัฒนาผู้ประกอบการ การพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ ด้านสาธารณสุข และการส่งเสริมภาคประชาสังคม โดยโครงการต่างๆ ในปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมานั้น สถาบันฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก USAID รัฐบาลไทย UNDEF และบริษัทเอกชนต่างๆ เช่น ไมโครซอฟท์ ซิตี้ และโบอิ้ง ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้สนับสนุนการขยายความชำนาญด้านการพัฒนาของสถาบันฯ ไปในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค